11 มิถุนายน 2562 นายวิบูลย์ ชัยประเสริฐ นายอำเภอหนองปรือ เป็นประธานเปิดโครงการ “ SCG รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” สร้างฝายชะลอน้ำในป่าชุมชนทุ่งโป่งและปลูกต้นไม้ 1,000 ต้นที่บริเวณโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อยโดยมีนายอภิชาต ประสิทธิมาภรณ์ ประธานคณะทำงานสร้างฝายโรงงานวังศาลา กล่าวรายงานวัตถุประสงค์
นางฌมาพร ชาดำ ประธานป่าชุมชนทุ่งโป่งกล่าวรายงานลักษณะพื้นที่ชุมชน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ SCG หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนอำเภอหนองปรือ คณะอสม.จากตำบลต่างๆ คณะครู นักเรียน เครือข่ายจิตอาสา เข้าร่วมกว่า 700 คน ณ ศาลาเอนกประสงค์วัดทุ่งโป่งบูชาธรรม ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี
นายวิบูลย์ ชัยประเสริฐ นายอำเภอหนองปรือ กล่าวว่า การอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” และทฤษฎี “การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏจักรธรรมชาติที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จังหวัดกาญจนบุรีได้น้อมนำมาสืบสาน รักษา ต่อยอดทำให้พื้นที่ต้นน้ำคงความอุดมสมบูรณ์ สามารถส่งต่อไปให้คนกลางน้ำและปลายน้ำสามารถใช้น้ำได้ต่อไป
สำหรับผืนป่าในพื้นที่ป่าชุมชนทุ่งโปร่งตำบลหนองปรือแห่งนี้ ถือเป็นผืนป่าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของต้นน้ำแม่น้ำแควน้อย ที่หลายภาคส่วนมาช่วยกันรวมพลังสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อให้ระบบนิเวศกลับคืนมาสู่ สมดุล ซึ่งเกิดจากความร่วมมือ ของ SCG ชุมชนในพื้นที่
และทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันดูแลและฟื้นฟูป่าต้นน้ำของจังหวัดกาญจนบุรีให้กลับคืนมากิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ชุมชนหรือหน่วยงานในพื้นที่อื่นๆได้นำไปดำเนินการในพื้นที่ของตนเพื่อให้จังหวัดกาญจนบุรีของเราเกิดการส่งต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
นางฌมาพร ชาดำ ประธานป่าชุมชนทุ่งโป่ง กล่าวว่า สำหรับชุมชนทุ่งโป่ง มีอาชีพเกษตรกรรมและใช้ผลผลิตจากป่าเป็นแหล่งอาหารและรายได้ให้กับชุมชน จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ป่าชุมชน เกิดขึ้นจากการถูกบุกรุกเข้ามาลักลอบตัดไม้
แผ้วถางป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำกินจากบุคคลภายนอกจึงเกิดการรวมตัวจัดตั้งกันเป็นกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์ป่าไม้ เป็นกำลังเสริมให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ช่วยระวังไม่ให้คนบุกรุกและลักลอบตัดไม้เกิดการดูแลปกป้องผืนป่าอย่างจริงจัง
ต่อมากลุ่มผู้นำชุมชนได้เข้าไปร่วมกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำเอสซีจี จึงเห็นประโยชน์จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนผืนป่าแห้งแล้ง ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่จากน้ำที่หลากมาจากเขาและไฟไหม้ป่าที่ถูกจุดขึ้นโดยฝีมือของผู้บุกรุก
จึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้ติดต่อกับเอสซีจี โรงงานวังศาลา มาช่วยสอนการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ เกิดการสร้างฝายขึ้นในชุมชนทุ่งโป่ง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ชุมชนจะมาร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำและดูแลรักษาให้ยั่งยืนตลอดไป
นายอภิชาต ประสิทธิภรณ์ ประธานคณะทำงานสร้างฝาย กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่เราได้ร่วมกันทำฝายชะลอน้ำในป่าชุมชนทุ่งโป่งเรียบร้อยแล้วอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญในวันนี้คือการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติภายใต้กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ”
ซึ่งจะมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี2562 โดย SCG โรงงานวังศาลา นำจิตอาสาจากทุกภาคส่วนร่วมกันปลูกต้นไม้ 1,000 ต้น ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย ตำบลหนองปรือ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี และจะจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ในจังหวัดกาญจนบุรีจนครบจำนวน 5,000 ต้นและครบทุกพื้นที่ในประเทศรวม 50,000 ต้นให้เสร็จสิ้นภายในปี 2562
ซึ่งต้นไม้ทั้งหมดที่ SCG ร่วมปลูกกับเครือข่ายจิตอาสาทุกพื้นที่ตลอดปีจะเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ตามโครงการเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชดำริ ณ พระตำหนักจิตดารโหฐาน เมื่อวันที่28 กรกกฏาคม 2533 ให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณรอยต่อจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ก่อสร้างที่ลำตะเพินและลำสาขา ซึ่งมีห้วยกระพร้อย ห้วยป่าไร่ ห้วยแม่ตะกึง ห้วยแม่ตะกวด โดยให้สร้างฝายทดน้ำด้านล่างในลำตะเพินเป็นระยะๆ
หลังจากนั้นกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างมีความจุ23ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวสันเขื่อน 795เมตร ความสูง22.50เมตร และมีการก่อสร้างฝายในลำตะเพินทั้งสิ้น15แห่ง โดยแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2560 นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหัวงานและพื้นที่โครงการ
เพื่อให้เป็นแหล่งประมงน้ำจืดและยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอหนองปรือและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกของราษฏรที่ขาดแคลนน้ำให้มีน้ำทำการเพาะปลูกและอุปโภค บริโภคตลอดทั้งปีและเพื่อช่วยเหลือบรรเทาอุทกภัยที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลน้ำหลาก ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ7,500ไร่





