ที่พักสงฆ์พุทธสถานบุญญพลังขอบคุณผวจ.กาญจนบุรีหลังถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ตรวจสอบไม่พบการกระทำผิด

จากกรณีที่พักสงฆ์พุทธสถานบุญญพลังถูกอุทยานแห่งชาติดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และในอีกหลายๆข้อหาจนกระทั่งกรมอุทยานแห่งชาติมีคำสั่งให้เพิกถอนที่พักสงฆ์ออกจากโครงการพุทธอุทยานส่งเสริมให้ที่พักสงฆ์ช่วยงานในด้านป่าไม้นั้น

ปัจจุบันปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งแล้วว่าที่พักสงฆ์ไม่ได้กระทำความผิดใดตามที่ถูกกล่าวหานั้นและกรมอุทยานแห่งชาติกำลังดำเนินการเพื่อให้ที่พักสงฆ์กลับเข้าร่วมโครงการพุทธอุทยานฯเช่นเดิม และที่ผ่านมาได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางกลุ่ม ให้ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริงจนเป็นเหตุให้กรมอุทยานแห่งชาติมีคำสั่งให้เพิกถอนที่พักสงฆ์ออกจากโครงการพุทธอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เวลา 10:00 น.นายวีระจักร ศิโรจน์ชยางกูร แกนนำลูกศิษย์ นำอุบาสกและอุบาสิกาของที่พักสงฆ์พุทธสถานบุญญพลังกว่า 60 คน เข้าพบนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อขอบคุณที่ท่านให้ความเป็นธรรมกับที่พักสงฆ์ ในเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น และยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีตรวจสอบและพิจารณาการต่อไป

นายวีระจักร ศิโรจน์ชยางกูร แกนนำลูกศิษย์  กล่าวว่า เรามีที่มาที่ไป เนื่องจากตอนนั้นเราถูกกรมอุทยานกล่าวหาว่าเราผิดเงื่อนไขทั้งหมด 2 ข้อหา คือ 1. สร้างพระโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 2. มีไม้และสัตว์ป่าไว้ในคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นเราได้มีดำเนินการต่อสู้ทางคดีทางอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดว่าไม่ฟ้อง เราเป็นผู้บริสุทธิ์และกรมอุทยานก็ได้มากล่าวหาว่าเราบุกลุกพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งเราเองก็ต่อสู้ทางคดีเช่นกัน

และทางอัยการก็มีคำสั่งไม่ฟ้องโดยบอกว่าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น คือไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้เจตนาในการกระทำความผิด และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ ได้ทำหนังสือส่งให้กับกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อให้เรากลับเข้าสู่พุทธสถานบุญญพลังอีกครั้ง

ในวันนี้เราจึงมาขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือเราและผลักดันให้เราต่อสู้ จนได้รับผลในวันนี้ เพราะเราชาวบุญญพลังไม่ได้ต้องการแผ่นดินไม่ได้ต้องการผืนดิน เราทำเพื่อมอบคืนให้กับแผ่นดิน ให้กับพระพุทธศาสนา และเป็นที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดกาญจนบุรี ต่อไปอาจจะยกให้กับอุทยานฯ ถ้าเรายังไม่ได้ออกจากอุทยานฯและเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

หลังจากนั้น นายวีระจักร ศิโรจน์ชยางกูร และคณะฯ จากที่พักสงฆ์พุทธสถานบุญญพลัง ได้เรียนเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในนามของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในการขับเคลื่อน การสร้างองค์พระ “พระพุทธบุญญพลัง” ปางตรัสรู้  ขนาดหน้าตักราว 37 เมตร ร่วมกับพุทธศาสนิกชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ต่อไป

นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า สิ่งที่เราได้รับการร้องหรือขอความเป็นธรรม ทางเรา ทางจังหวัด ทางราชการ ศูนย์ดำรงธรรม ก็ดูให้ยังดีที่สุด และก็ให้ความเป็นธรรม และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้ารู้ว่าเป็นความเข้าใจไม่ตรงกัน ระเบียบกฎหมาย มันพอจะเอื้ออำนวยให้บรรเทาความเดือดร้อน เราก็ทำให้ในทุกกรณี ก็ไม่ได้มองว่าใครเป็นฝ่ายไหน ใครเป็นพวกไหน อย่างบุญญพลังก็มีความตั้งใจดีในการสืบทอดพระพุทธศาสนา

ทั้งในการที่จะช่วยพัฒนาเมืองกาญจน์ให้เมืองที่มีอะไรหลายๆอย่าง ที่น่าไป น่าอยู่ ทุกอย่างก็ทำตามปกติไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิเศษ ก็ฝากในทุกๆสายไม่ว่าจะสายของศาสนา หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ พี่น้องประชาชน ศูนย์ดำรงธรรมช่วยได้แต่บางครั้งบางอย่างก็ต้องใช้เวลา ใช้การตรวจสอบ อยากจะให้มั่นใจในทุกๆวงการ ให้มีความมั่นใจต่อทางราชการ

ด้านพระอาจารย์สัมฤทธิ์ รัตนญาโณ (พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง) กล่าวว่า ที่นี่พุทธอุทยานเป็นบุญญพลัง เรามาอยู่ที่นี่นานแล้วล่ะ มาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีอะไรเป็นที่พักสงฆ์ของนายลือ ที่ให้มาตั้งแต่ปี 2536 ตอนนั้น พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่นอกอุทยานมันเป็นบริเวณเขาเรียกว่า โซน C ไม่ใช่พื้นที่เขตอนุรักษ์ คนละที่กัน

ส่วนอุทยานจริงๆอยู่ห่างจากที่นี่ออกไป 8 กิโล มีคนได้นำรูปมาว่าที่นี่เป็นรีสอร์ท มีสร้างองค์พระทำลายป่าไม้ในอุทยาน จริงๆไม่ใช่เลย หน่วยงานลงมาเป็นร้อยเลย ลงมาถึงก็มาตรวจสอบว่าที่นี่ไม่ใช่รีสอร์ท เป็นพุทธอุทยาน และถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ไม่มีอะไรผิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาต 11 อย่างก็ยังคงเป็น 11 อย่าง ไม่มีอย่างที่ 12

ปรากฏว่าเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาต้องเข้าไปสู่กระบวนการตำรวจ ตำรวจเห็นไม่มีอะไรไม่มีสาระอะไรก็เลยสั่งไม่ฟ้อง ไปสู่อัยการ อัยการก็ดูหลักฐานดูทั้งหมดก็สั่งไม่ฟ้อง ก็เป็นอันยุติกัน และเราก็ได้ทราบว่าคำสั่งของอธิบดีฯไม่ชอบด้วยกฏหมายอยู่แล้ว และก็เป็นโมฆะโดยปริยาย เพราะว่าคำสั่งมาเนื่องด้วยความผิด เมื่อความผิดมันไม่มีก็ต้องเป็นโมฆะไปโดยปริยาย เราก็กลับมาอยู่สภาพเดิม เดือนที่แล้วเราก็ได้ไปทวงถามที่กรมฯ กรมฯก็ให้ลงมติว่าทั้งสามฝ่ายบอกว่าที่นี่ไม่มีอะไรผิดและก็ให้กลับเข้าโครงการพุทธอุทยานส่งเสริมให้ที่พักสงฆ์ช่วยงานในด้านป่าไม้

วันนี้ที่เราเข้าไปหาผู้ว่าฯก็เพื่อไปขอบคุณและเพื่อให้ทางอุทยานฯเห็นชัดว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ลับ ขับเคลื่อนโดยจังหวัดกาญจนบุรี เป็นทรัพย์สมบัติของพี่น้องของชาวกาญจนบุรี

 

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Author: admin