รมช.มหาดไทย ผุดไอเดียแนวคิดปฏิวัติการท่องเที่ยวเมืองกาญจน์ เตรียมเจรจาอุทยานฯ ปลดล็อกที่ดินกว่า 2 หมื่นไร่ สร้างโรงแรมหรูที่บ้านอีต่อง พร้อมเปลี่ยนวิกฤตช้างป่าสลักพระให้เป็นแหล่งทำเงินมหาศาล ดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับโลก
นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีอย่างยั่งยืน โดยเน้นการใช้พื้นที่ในเขตอุทยานฯ และเขตป่าไม้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 2 จุดสำคัญ ที่ท่านมั่นใจว่าจะพลิกโฉมกาญจนบุรีให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกได้ หากมีการผลักดันเป็นนโยบายของรัฐอย่างจริงจัง

แนวคิดที่ 1: ปลุกปั้น “บ้านอีต่อง” สู่แลนด์มาร์ค “สวรรค์ตะวันตก”
นายศักดิ์ดาเผยถึงศักยภาพของ บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ ว่า เป็นพื้นที่ที่มีจุดเด่นด้านสภาพอากาศ 3 ฤดู ไม่แพ้ต่างประเทศตลอดทั้งปี แต่ปัจจุบันติดปัญหาเรื่องที่พักอาศัยที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากที่พักส่วนใหญ่เป็นโฮมสเตย์หรือกระเต๊าะเล็ก ๆ ไม่สามารถรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว

“บ้านอีต่องมีพื้นที่อดีตเป็นเหมืองเก่ากว่า 2 หมื่นไร่ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานเขาแหลม พื้นที่ตรงนี้เป็นเขาหัวโล้น ไม้ใหญ่ไม่ขึ้นเพราะลมแรงและสูง ถ้าเราปล่อยไว้แบบนี้ก็จะไม่มีโอกาสฟื้นกลับมาเป็นป่า แต่ถ้าเราเปลี่ยนแนวคิดเหมือนต่างประเทศ เช่น การจัดให้เอกชนมาเช่าพื้นที่สร้างโรงแรม ทำร้านอาหาร และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เป็นชุมชนที่คนมาอยู่มาพักผ่อนวันสองวัน มันจะเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจกับประเทศชาติมหาศาล” นายศักดิ์ดากล่าว

ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมองว่า หากมีการจัดทำโครงการพัฒนาให้เต็มรูปแบบอย่างยั่งยืนในพื้นที่นี้ ซึ่งอากาศดีตลอดทั้งปี และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากการเปิดใช้ทางหลวงพิเศษ มอเตอร์เวย์ M81 จะทำให้บ้านอีต่องเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำอย่างแน่นอน

“จุดตรงนี้อาจจะยิ่งกว่าสวรรค์ก็ได้ คือคนมาแล้วเนี่ย มาอยู่แล้วต้องกลับมาอีก เพราะอากาศมันดีทั้งปี เรามองเห็นทะเลอันดามันด้วยซ้ำไป หากเราออกกฎไปแล้วแก้ไม่ได้ถ้ามันเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ มันต้องเป็นนโยบายของรัฐ”

แนวคิดที่ 2: เปลี่ยน “ช้างป่าสลักพระ” เป็นแหล่งทำเงิน ไม่ใช่ภาระงบประมาณ
นายศักดิ์ดาได้หยิบยกประเด็นปัญหาช้างป่าในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังและมีการใช้งบประมาณแผ่นดินหลายพันล้านบาทเพื่อสร้างรั้วกั้นช้าง โดยท่านให้ความเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
“ผมถามคำเดียว มีที่ไหนสร้างรั้วกั้นช้างแล้วประสบผลสำเร็จ ช้างไม่ออกมา? ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเงินที่ทำลงไปกับผลลัพธ์ที่ได้มา เป็นศูนย์ ไม่มีประโยชน์เลย”
ท่านได้เสนอแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยยึดโมเดลจากต่างประเทศ เช่น การไปดูนกเพนกวินที่นิวซีแลนด์ หรือการเลี้ยงช้างในสวนสัตว์ซูริก สวิตเซอร์แลนด์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
แนวทางคือการเปลี่ยนจาก “การกั้น” เป็น “การเลี้ยงดูเพื่อการท่องเที่ยว”
• เปลี่ยนแนวคิด: ช้างออกมาเพราะ “หิว” ถ้าช้างอิ่มก็จะไม่ออกมารบกวนพืชไร่ประชาชน
• สร้างศูนย์รวม: กำหนดจุดใดจุดหนึ่งที่ช้างลงมาเยอะ ๆ และเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ที่สลักพระ เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบ
• สร้างกำแพงและอัฒจรรย์: ลงทุนสร้างกำแพงที่หนาและแข็งแรงเพื่อป้องกันสัตว์วิ่งข้ามถนนในบางส่วน พร้อมสร้าง “อัฒจรรย์” ให้คนขึ้นไปนั่งชม
• ให้อาหารเป็นเวลา: นำอาหารช้าง (เช่น กล้วย, ฟักทอง) ไปวางไว้เป็นเวลา ซึ่งอาหารจะรับซื้อมาจาก ชาวบ้านในพื้นที่ ที่มีหน้าที่ปลูกอาหารช้าง
• สร้างรายได้: นักท่องเที่ยวจะจ่ายเงินเพื่อมาดูช้างป่าโขลงใหญ่ลงมากินอาหาร และยังเกิดห่วงโซ่เศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งการแวะเติมน้ำมัน แวะกินอาหาร แวะพักโรงแรม
“เราให้ช้างมาอยู่ตรงนี้เลย มันจะสร้างให้เกิดเงินรายได้มหาศาล ถ้าเราลองทำสักจุดหนึ่ง มองถึงสลักพระ ผมเชื่อว่าลงทุนไม่กี่ร้อยล้าน แต่ถ้าทำรั้วกั้นช้าง ผมไม่เคยเห็นด้วยเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเสนอไอเดีย ใครเอาไปทำผมว่ามันก็เกิดประโยชน์” นายศักดิ์ดาย้ำ
ทั้งสองโครงการนี้คือการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยมีข้อจำกัดทางกฎหมายและปัญหาสัตว์ป่า ให้กลายเป็น “เมืองท่องเที่ยว” และ “จุดเลี้ยงช้างป่าเพื่อการท่องเที่ยว” ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีได้อย่างยั่งยืน
ภาพ-ข่าว:น้ำริน พี่โด่ง
