กรมทางหลวงปฐมนิเทศโครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบทางหลวงหมายเลข 3443 และ 3306 บริเวณแยกไผ่สี อำเภอห้วยกระเจา ถึงอำเภอเลาขวัญ โดยมีเป้าหมายขยายเป็นทางหลวง 4 ช่องจราจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจราจรให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมออร์คิดส์ โรงแรมราชศุภมิตร อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายศักดา วิเชียรศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ร่วมให้คำชี้แนะ นายสุเทพ คงประสาท ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 2 (อู่ทอง) กล่าวรายงาน การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน และสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง

นายสุเทพ คงประสาท ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 2 (อู่ทอง) เผยว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาทางหลวงตามนโยบายของกรมทางหลวง ที่มุ่งพัฒนาระบบการคมนาคมให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปีงบประมาณนี้มีการเพิ่มจำนวนโครงการก่อสร้างและบูรณะทางหลวงทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 3443 และ 3306 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมการจราจรภายในจังหวัดกาญจนบุรีและเชื่อมต่อไปยังอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

จากข้อมูลล่าสุดพบว่าปริมาณการจราจรบนเส้นทางนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ใช้เส้นทางประสบปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทาง นอกจากนี้บางส่วนของเส้นทางยังผ่านพื้นที่อ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด
สำหรับแผนการดำเนินโครงการจะเริ่มต้นที่บริเวณแยกห้วยกระเจา ตรงกิโลเมตรที่ 16+558 ของทางหลวงหมายเลข 3443 โดยจะตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 3342 แล้วผ่านชุมชนสำคัญต่างๆ ได้แก่ บ้านสระลงเรือ บ้านตลุงเหนือ บ้านหนองประดู่ และบ้านหนองนกแก้ว ก่อนจะบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 3306 จากนั้นเส้นทางจะลัดเลาะผ่านชุมชนหนาแน่นในอำเภอเลาขวัญ จนถึงกิโลเมตรที่ 16+900 จึงสิ้นสุดโครงการที่ทางแยกบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 3468 รวมระยะทางทั้งสิ้น 32.139 กิโลเมตร

การออกแบบทางหลวงจะคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ปริมาณการจราจรในอนาคต และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

ขอบเขตการศึกษาของโครงการครอบคลุมด้านวิศวกรรมโยธา การสำรวจและออกแบบรายละเอียด การวิเคราะห์ระบบจราจร การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดประชุมในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ
กรมทางหลวงจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากที่ประชุมไปประกอบการศึกษารายละเอียดโครงการต่อไป เพื่อให้การพัฒนาทางหลวงในครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง (นายสุเทพ กล่าวในตอนท้าย)
น้ำริน พี่โด่ง: รายงาน
