“…อย่าโทษกันไปมาไม่เกิดประโยชน์ ควรร่วมมือกันแก้ไขเพื่อไม่ให้เหตุเกิดซ้ำ…” เสียงสะท้อนจากหน่วยงานทุกภาคส่วน

Spread the love

“จากกรณีเด็กนักเรียนเสียชีวิตบนรถรับส่งนักเรียน จังหวัดขอนแก่น” ที่ผ่านมา ทำให้ในวันที่ 25 มิถุนายน 2561 รอง ผอ.บรรจง น้อยพันธุ์ รักษาการผอ.รร.เทศบาล3 กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า...“…กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้อย่าโทษกันไปมาไม่เกิดประโยน์ช ควรร่วมมือกันแก้ไขเพื่อไม่ให้เหตุเกิดซ้ำ…” ซึ่งที่ผ่านมามีหลากหลายโครงการที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และหนึ่งในนั้นคือ “โครงการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถรับส่งนักเรียนเพื่อความปลอดภัย” เข้าร่วมการดำเนินงานจากหลากหลายภาคส่วน ทำให้ทางโรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามในแต่ละการศึกษาได้มีการประชุมและพบปะพูดคุยเรื่องดังกล่าวอยู่ 4 ฝ่าย คือครู ผู้ปกครองนักเรียน ผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนและตำรวจจราจร มีหลักการตกลงร่วมกัน คือ 1.ผู้ปกครองควรส่งนักเรียนขึ้นรถ/เช็ดเวลาไปกลับ 2.ครูต้องรอรับเด็กนักเรียนที่จุดรับส่งนักเรียนตรวจเช็ดจำนวนนักเรียนส่งนักเรียนเข้าโรงเรียนให้ครบทั้งไปและกลับและเช็คชื่อนักเรียนให้ครบถ้วน และ 4. ฝึกนักเรียนให้สามารถช่วยเหลือตัวเองหากติดอยู่ในรถควรจะปฎิบัติอย่างไร โดยหลักสูตรดังกล่าวเป็นผลสังเคราะห์มาจากโครงการที่เคยมาขับเคลื่อนจนทำเกิดมาตรฐานในการดูแลรถรับส่งนักเรียนอย่างปลอดภัย

ทางฝั่ง คุณประดิษฐ์ ลำใย ประธานรถรับส่งนักเรียน จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวถึงเหตุการณ์ในฐานะของผู้ประกอบการว่า “…ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องแยมอย่างยิ่งน่ะครับ โดยเฉพาะผมดูแลเด็กนักเรียนโดยตรงย่อมเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นธรรมดา และเป็นที่น่าเสียดายน่ะครับ ที่โอกาสมีอยู่แล้วแต่เราไปไม่ถึง ซึ่งเราเองเคยคิดหาวิธีป้องกันมาตลอด โดยกรมขนส่งทางบกได้มอบภาระกิจนี้ให้กับบริษัทรักลูก ได้มาทำการศึกษาแนวทางการบริหารจัดรถรับส่งนักเรียนที่จังหวัดกาญจนบุรี ก็เลยทำให้กระผมเองรู้ถึงปัญหาของเด็กนกกเรียนและผู้ปกครอง ประกอบการและโรงเรียน ซึ่งจะต้องบูรณาการแก้ปัญหานี้ร่วมกันถ้าไม่อย่างนั้นเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ หลังจากถอดบทเรียนจากบริษัทรักลูกที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาได้ถอดบทเรียนเป็นที่เรียบร้อยและยืนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และผมเองก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างสูง และพร้อมที่จะเดินทางโครงการนี้ต่อ โดยการลงลึกไปสู่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก ลงลึกไปถึงโรงเรียนนำร่องก็ดี และทั่วจังหวัดกาญจนบุรีก็ดี อาจจะเป็นทั่วประเทศได้ก็ดี คือผมต้องการเห็นภาพความพร้อมแบบการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการร่วมกัน ทั้งผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนก็ดี ครูก็ดี เด็กก็ดี ก็ต้องรู้เท่าทันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เราจะสามารถแก้ไขป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้นได้    ”

และทางด้าน ร.ต.อ. อธิษฐ์ แดงอุทัย  รองสวป.ปฏิบัติหน้าที่งานจราจร สภ.เมืองกาญจนบุรี   ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “…ทางสถานีภูธรจังหวัดกาญจนบุรี โดยท่านพันตำรวจเอกธีรพงษ์ ฤกษ์จรูญ  ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี  และท่านพันตำรวจโทนันทชัย เบญจขันธ์รอง ผกก.จร.สภ.เมืองกาญจนบุรี  ท่านได้มีมาตรการเกี่บงกับเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องการลืมเด็กไว้ในรถที่จังหวัดขอนแก่น ขณะนี้เราไม่อยากโทษว่าเป็นควานประมาทของฝ่ายใด ทั้งผู้สูญเสียและคุณครู แต่ทางเราคิดว่าควรมีมาตรการป้องกัน ซึ่งทางสถานีภูธรจังหวัดกาญจนบุรีของเราทุกวันนี้เราได้ดำเนินการป้องกันอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย สำหรับในส่วนของตำรวจสถานีภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เรามีการดำเนินการร่วมกับกลุ่มรถรวมใจแลมีการประสานงานการทำงานกับผู้ประกอบทางด้านรถตู้รับส่งนักเรียนของจังหวัดอยู่แล้ว โดยมีพี่ประดิษฐ์เป็นแก่นนำกลุ่มอยู่ มีการประสานงานกันกับการจัดทำข้อมูลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับที่พักอาศัยของเด็ก ต้นทาง ปลายทาง เบอร์โทรศัพท์ของเด็ก ตลอดจนโรคประจำตัวของเด็ก เพื่อเวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะสามารถช่วยได้ทันถ่วงที ส่วนในเรื่องของการลืมเด็กไว้ในรถรับส่งนักเรียน เราได้มีการประสานงานกัน ให้คำแนะนำเด็กที่ว่า เบื้องต้นเด็กควรจะช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น จุดล็อครถ หรือสอนให้เด็กบีบแตรถเป็นเหตุการณ์เบื้องต้นที่เด็กสามารถทำได้ด้วยตัวเอง…”

ซึ่งที่ผ่านมาทางจังหวัดได้ถูกรับเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องที่ขับเคลื่อน ผ่าน 7 โรงเรียนนำร่อง ในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี และส่งผลให้เกิดเป็น “กาญจนบุรีโมเดล” ที่ใช้เป็นมาตราฐานการดูแลรักษา และจัดการรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่ดังกล่าว โดยผลที่ผ่านมาการเกิดอุบัติเหตุของรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่เขตอำเภอเมืองกาญ จังหวัดกาญจนบุรี ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับเป็นผลสำเร็จของโครงการดังกล่าวเป็นอย่างมาก

 

 

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Author: admin