กาญจนบุรี…ผบช.สตม.มอบนโยบายฯคุมเข้มแรงงานต่างด้าว

๒๑ มกราคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๓๐ น.ที่ห้องประชุมตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรีพล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.มอบนโยบายฯพร้อมแถลงผลการจับกุมแรงงานต่างด้าว โดยมี พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.๓ ข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในครั้งนี้ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ บช.สตม.โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามมาตรการของรัฐบาลในส่วนของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ระลอกใหม่ ในกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นั้น

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้มีการบูรณาการด้านการข่าว โดย พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.๓,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., กก.สส.บก.ตม.๓ พร้อมด้วย ชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรีปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายที่มีเบาะแสว่ามีคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ลักลอบทำงานที่บริเวณจุดดังกล่าว รายละเอียดดังนี้เมื่อวันที่ ๑๘ ม.ค. ๒๕๖๔ เวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. บก.สส.สตม., กก.สส.บก.ตม.๓ พร้อมด้วยชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี ได้สืบทราบแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าในสวนปาล์มน้ำมันไม่มีชื่อ ริมถนนสายบ้านเก่าพุน้ำร้อน ใกล้จุดตรวจร่วมเขาหนีบ มีการรับแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายไว้ทำงาน และมีการลักลอบตัดไม้ไผ่โดยบุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จ.กาญจนบุรี และหน่วยดูแลรักษาพื้นที่ทางยุทธวิธี กองทัพภาคที่ ๑ ได้ทำการสำรวจเส้นทางและบริเวณแวดล้อมภายนอกของบ้านเป้าหมาย

โดยจากการวางแผนและนำกำลังไปตรวจสอบบ้านเป้าหมายเบื้องต้น พบว่าเป็นลักษณะไร่ปาล์มน้ำมัน ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข ๓๕๑๒ บ้านพุน้ำร้อน-บ้านลำทหาร ห่างจากจุดตรวจร่วมเขาหนีบประมาณ๑.๕ กม. โดยเส้นทางเข้าบ้านเป้าหมาย มีจำนวน ๒ เส้นทาง โดยทั้ง ๒ เส้นทางเป็นประตูเหล็กและมีแม่กุญแจล็อคอยู่ และมีกล้องวงจรปิดติดอยู่หน้าประตูทางเข้า และมีการใช้รั้วลวดหนามล้อมรอบมิดชิดบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ทั้ง ๓ ด้าน ทัศนวิสัยสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ประตูทางเข้าจนถึงลานคอนกรีตและบ้านพักจำนวน ๑ หลัง เท่านั้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นเนินลาดชันลงไปจากพื้นถนนประกอบกับมีต้นไม้ขึ้นค่อนข้างหนาแน่น ผู้ที่ใช้ถนนสัญจรไม่สามารถมองเห็นภายในได้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ให้มีอำนาจตรวจค้นโดยไม่ต้องใช้หมายค้นในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ได้ทำการปิดล้อมและกระจายกำลังเข้าตรวจสอบภายในบ้านเป้าหมายดังกล่าว พบนายจเรฯ แสดงตนว่าเป็นผู้ดูแลสวนปาล์ม พบของกลางเป็นรถบรรทุกดัดแปลง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน ๑ คัน โดยมีไม้ไผ่ลวกที่ทำการมัดแล้วบรรทุกอยู่เต็มคันรถ และจากจุดที่พบนายจเรฯ ห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร พบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไป ประกอบกับพื้นที่เป็นธารน้ำไหลผ่ากลางและมีต้นไม้ค่อนข้างหนาแน่น ทำให้การติดตามจับกุมเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถติดตามกลับมาได้จำนวน ๓ คน มีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย(บัตรชมพู) จำนวน ๒ คน อีก ๑ คน ไม่มีเอกสารแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ จึงได้นำตัวมาวัดอุณหภูมิ คัดกรองเบื้องต้น ปรากฏว่าไม่มีไข้ และได้นำกำลังบางส่วนตรวจสอบพื้นที่ต่อโดยหลังจากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบโดยละเอียด ปรากฏว่าพบบ้านพักคนงาน อยู่บริเวณด้านหลังทางซ้ายมือของสถานที่ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ไผ่ชั้นเดียวยกสูง จำนวน ๘-๑๐ หลัง พร้อมอุปกรณ์ในการดำรงชีพปลูกอยู่ติดกัน ซึ่งคาดว่าจะมีคนต่างด้าวอาศัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าออกเป็นประจำในสถานที่ดังกล่าว

จากการสอบถามทราบว่าบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารติดตัว ทราบชื่อว่า นายเชค เน่ง เน้ง เชื้อชาติกะเหรี่ยงเข้ามาในราชอาณาจักรประมาณวันที่ ๓ ม.ค.๒๕๖๔ ช่วงเวลากลางคืนผ่านทางช่องทางธรรมชาติโดยการเดินเท้าซึ่งได้เดินทางเข้าออกช่องพรมแดนธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง โดยมิได้มีผู้นำพา โดยรับสารภาพว่าเข้ามารับจ้างตัดไม้ลวกและดูแลความเรียบร้อยภายในสวน ได้ค่าจ้างวันละ ๒๐๐ บาท ส่วน นายจเรฯ มีหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกขนไม้ลวกจากพื้นที่ตัดลงมายังจุดพักไม้ ภายในไร่ดังกล่าว โดยทำงานครั้งละ ๓ วัน ได้ค่าจ้างวันละ ๓๐๐ บาท ซึ่งรายได้จากการขายไม้ไผ่ลวกได้ครั้งละ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ต่อ ๑ คันรถ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหานายเชค เน่ง เน้ง ว่าเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๖๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท และมีความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ มาตรา ๕๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับตั้งแต่๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยจากการซักถาม นาย เชค เน่ง เน้ง ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปกรอกในแบบซักถามขยายผลบุคคลต่างด้าว เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของ สตม. เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนบุคคลต่างด้าวอีก ๒ คน ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ได้แก่ นาย KYAL ZIN KO สัญชาติเมียนมา และนาย TUN NAING สัญชาติเมียนมา จากสอบถามพยานบุคคลแล้วน่าเชื่อว่าเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ก่อนวันที่ ๒๙ ธ.ค.๖๓ ซึ่งตามมติ ครม. ให้ผ่อนผันให้คนต่างด้าว ๓ สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และ เมียนมา) อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ หากเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่มีการประกาศใช้ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ไม่แจ้งการเปลี่ยนที่พักภายใน ๒๔ ชม. ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบปรับ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯมาตรา ๓๗(๒) เป็นเงินคนละ ๔,๐๐๐ บาท โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าปรับให้ ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ตม.จว.

กาญจนบุรี ได้เชิญตัวนายจ้าง มาทำการเปรียบเทียบปรับในข้อหา เป็นเจ้าบ้านไม่แจ้งที่พักอาศัยคนต่างด้าวภายใน๒๔ ชม. ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา ๓๘ โดยเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน ๓,๒๐๐ บาท และ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรีให้ดำเนินคดีกับนายจ้าง ในข้อหาให้เข้าพักอาศัยซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หลุดพ้นจากการจับกุมและรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯในมาตรา ๖๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี และปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทและความผิดตามพ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ มาตรา ๒๗ ระวางโทษปรับตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง ๑ คน และได้ประสานสำนักงานป่าไม้จังหวัดกาญจนบุรี นำตัวนายจเรฯไปชี้จุดตัดไม้รวกเพื่อคำนวณพื้นที่ถูกบุกรุก เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ การบูรณาการการปฏิบัติดังกล่าวเป็นการตอบสนองมาตรการ นโยบายของทางรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องการปราบปรามเครือข่ายขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และสกัดกั้นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไม่ผ่านกระบวนการคัดกรองโรค เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ระลอกใหม่ โดยทางสตม. ได้มีการสืบสวนติดตาม จับกุม และขยายผลพฤติการณ์ในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิดกรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หมายเลข ๑๑๗๘ หรือที่ www.immigration.go.th

นอกจากนี้พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.ได้ตรวจเยี่ยมการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมมอบสิ่งของให้ข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Author: admin